changed

ย้ายเรียบร้อยแล้วนะครับ ใครที่กำลังอ่านข้อความนี้ ก็แสดงว่า feed ของคุณยังเป็นข้อมูลของเว็บระบบเก่าอยู่ วิธีเปลี่ยนคือ Unsubscribe อันนี้ แล้วก็ไปเปิดเว็บหน้าแรก http://www.seasandsong.com มองที่ด้านล่างสุดก็จะเห็น feed url อยู่ 2 อัน ก็เลือกตามใจชอบนะครับว่าต้องการอ่านเนื้อหา หรือความคิดเห็น จากนั้นก็ Subscribe ซะ ก็เสร็จเรียบร้อย

ที่อยู่ของเว็บยังเหมือนเดิมทุกอย่าง คือ http://www.seasandsong.com แต่เปลี่ยนจากใช้ Drupal เป็นมาใช้ WordPress แทน ระบบเก่านั้นก็ยังไม่หายไปไหนหรอกนะครับ แค่ย้ายมาอยู่ที่ http://drupal.seasandsong.com/ ซึ่งก็จะเข้าไปอ่านเนื้อหาและความคิดเห็นได้ตามปกติ (แต่มีปัญหานิดหน่อยตรงที่ถ้าต้องการอ่านความคิดเห็นแล้วไปกดตรง comment มันจะไม่ไปนะครับ ต้องไปกดที่หัวข้อของเนื้อหานั้นๆเอาแทน) แต่จะเพิ่มความคิดเห็นใหม่ๆเข้าไปไม่ได้ แล้วเรื่องสมาชิก ข้อมูลสมาชิกเดิมผมลบออกหมดแล้วนะครับ แล้วก็ปิดรับสมัครด้วย ถ้าต้องการสมัครสมาชิกของระบบใหม่ ก็เข้าไปที่หน้า Register นะครับ

transfering

กำลัง Transfer โดเมน กับย้ายโฮสไปที่ GoDaddy เพราะฉะนั้นช่วงนี้ถ้าเข้าไม่ได้ ก็ไปนั่งดูรูปที่ Flickr ไปพลางๆก่อนละกัน

กำลังคิดจะเปลี่ยนไปใช้ WordPress ด้วย เพราะไม่ได้ใช้อะไรนอกจากเขียน blog เลย

California Trip Summary

โหลดรูปขึ้น flickr หมดเรียบร้อยแล้ว 218 รูป ซึ่งทั้งหมดเป็นรูปที่ไม่ได้ย่อขนาดเลย เพื่อเป็นการเก็บ Backup ไฟล์บางส่วนไว้บนเนทด้วย แต่ไม่ต้องกลัวว่าจะโหลดช้า เพราะถ้าไม่เลือกว่าจะเอาแบบไฟล์ใหญ่ มันก็จะแสดงแค่รูปขนาดพอดีๆเท่านั้น ... ซึ่งการที่โหลดไฟล์ขึ้นไปได้เยอะขนาดนี้ ก็เพราะจ่ายตังให้ flickr ไปเรียบร้อยแล้ว เลยได้ยกระดับฐานะขึ้นมาเป็นผู้ใช้แบบ Pro ... แต่ก็ต้องจ่ายทุกปีๆ เป็นบริการบนเว็บอันเดียวเลยนะที่ยอมจ่ายตัง

สรุปการท่องเที่ยว

วันที่ 24 ธันวาคม 2549 คืนคริสต์มาสอีฟ

เครื่องลงที่ Los Angeles สนามบิน LAX นั่ง Taxi ไปโรงแรม Bestwestern ที่ Long Beach

วันที่ 25 ธันวาคม 2549 วันคริสต์มาส

นั่งรถไฟจากหน้าโรงแรม มุ่งหน้าเข้าสู่ Downtown Los Angeles เดินเที่ยวอย่างเงียบเหงาในเมืองหลวงอันดับต้นๆของโลก เพราะว่าทุกอย่างปิดหมด ตั้งแต่ร้านค้า ร้านอาหาร สถานที่ท่องเที่ยว จาก Downtown ก็กลับมาที่ Long Beach ไปเดินเล่นริมอ่าว

วันที่ 26 ธันวาคม 2549

ทุกอย่างเริ่มกลับมาเป็นปกติ วันนี้น้องสาวจะขับรถมาสมทบ แต่ตอนที่น้องสาวยังมาไม่ถึง ก็ไปเดิน Downtown อีกรอบ โดยนั่งรถไฟไปเหมือนเดิม ซึ่งวันนี้เมืองก็กลับมามีชีวิตอีกครั้ง เดินเล่นจนหนำใจ ก็กลับโรงแรมรอน้อง จนน้องมาก็ไปกินข้าวเย็นกันที่ Long Beach

วันที่ 27 ธันวาคม 2549

วันนี้ไปเที่ยวโดยการไปกับทัวร์ เป็นโปรแกรม 3 วันเที่ยว Grand Canyon - Las Vegas โดยวันนี้ซึ่งเป็นวันแรก ทัวร์เริ่มด้วยการพาไป Tanger Outlet เดินซื้อของ (แต่ผมไม่ได้ซื้ออะไรเลย) จากนั้นก็ไป London Bridge ซึ่งแต่เดิมเป็นสะพานอยู่ที่อังกฤษ แล้วเค้าจะรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่ ก็เลยถูกย้ายมาไว้ที่ Arizona (เพิ่งรู้ว่ามีย้ายสะพานกันแบบนี้ด้วย) ตอนค่ำก็เข้าพักที่โรงแรม Edgewater เมือง Laughlin รัฐ Nevada ซึ่งเป็นกึ่งโรงแรมกึ่ง Casino

วันที่ 28 ธันวาคม 2549

ตื่นตี 4 เพื่อที่จะไป Grand Canyon ภาพของ Grand Canyon ที่นึกไว้ในใจคือ เป็นสีน้ำตาล ดูยิ่งใหญ่ อลังการ พอไปถึงก็กลายเป็น Grand Canyon ที่โดนคลุมด้วยหิมะ และหมอก ซึ่งทั้งหนาว แล้วก็มองไม่เห็นด้านล่างรวมถึงวิวไกลๆ มีเวลาเดินแค่ชั่วโมงเดียว ก็ต้องนั่งรถลงไปดูหนัง IMAX เรื่องเกี่ยวกับ Grand Canyon ซึ่ง Grand Canyon ในหนังสวยกว่าไปดูของจริงซะอีก หลังจากที่ดูเสร็จก็นั่งรถไปเรื่อยๆ จนไปโผล่ที่ Las Vegas เมืองแห่งแสงสีและการพนัน เช็คอินที่โรงแรม Riviera แล้วก็ไปนั่งรถทัวร์ชมจุดต่างๆใน Las Vegas ซึ่งรวมไปถึงที่ดังๆเช่น Bellagio ที่วันนี้ไม่มีแสดงน้ำพุ เพราะลมแรง (เวรมาก) หลังจากที่ทัวร์ชมเมืองจบ ก็ไปดู Jubilee ที่ Bally's Hotel and Casino เป็นการแสดงคล้ายๆกับทิฟฟานี่โชว์ แต่คนที่แสดงเป็นผู้หญิงจริง ผู้ชายจริง แล้วผู้หญิงก็ Topless!! ... แต่ไม่ประทับใจ (ไม่คุ้ม) พอดูจบก็กลับโรงแรมกัน น้องขึ้นห้องไปนอน ผมลงมาเสี่ยงโชคดู ... เสียครับ 555

วันที่ 29 ธันวาคม 2549

วันนี้ได้ตื่นสาย 7 โมง (นี่สายแล้วนะ) เก็บข้าวของ แล้วก็ไปชมเมือง Las Vegas ตอนกลางวันตรงบริเวณโรงแรม MGM Grand ที่เป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุด (มีห้องพัก 5,044 ห้อง) จากนั้นก็นั่งรถกลับ Los Angeles เป็นการจบทัวร์นี้ หลังจากที่กลับไปโรงแรมกับน้อง เพื่อนของน้องก็มาสมทบอีก 3 คน สา บี แล้วก็ไทย

วันที่ 30 ธันวาคม 2549

วันนี้ไปทัวร์อีกทัวร์นึง เป็นทัวร์ Yosemite - San Francisco โดยไปกับน้องแล้วก็เพื่อนๆของน้องที่มาสมทบ หลังจากที่ออกมาจาก Los Angeles ก็มาแวะเที่ยวที่ Solvang โดยเป็นเมืองที่เค้าบอกว่าเหมือนเดนมาร์คมากกว่าเมืองที่เดนมาร์คจริงๆเสียอีก จาก Solvang ก็ไปกันที่ Hearst Castle ซึ่งเป็นบ้านพักตากอากาศของ William Randolph Hearst แต่ตอนนี้เค้าบริจาคให้กับรัฐ California และเปิดเป็น National Historic Landmark ตัวปราสาทตั้งอยู่บนเขาริมทะเลซึ่งเป็นวิวที่สวยมากๆ จาก Hearst Castle ก็เข้าพักที่โรงแรม Radisson เมือง Fresno

วันที่ 31 ธันวาคม 2549 วันสิ้นปี

ตื่นตั้งแต่ตี 4 (อีกแล้ว) เพื่อไป Yosemite ขณะที่นั่งอยู่บนรถทัวร์ก็ได้เห็นวิวพระอาทิตย์ขึ้นจากในรถ ในใจก็คิดว่าเค้าต้องพาไปดูวิวพระอาทิตย์แน่นอน แต่เปล่าเลย พาไปดูน้ำตก ส่วนพระอาทิตย์อยู่อีกด้านหนึ่งของเขา ซึ่งมองจากตรงนั้นไม่เห็นเลย (เจ็บใจ) หลังจากดูวิวตรงนั้น (ซึ่งไม่ได้น่าสนใจอะไรเท่าไหร่เลย) เค้าก็พาไปศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ให้ดูน้ำตกอีกอัน แล้วก็กินข้าว จากนั้นก็กลับ! จาก Yosemite ก็นั่งรถไปเรื่อยๆ แวะกินข้าวบ้าง ในที่สุดก็ถึง San Francisco ตอนบ่ายๆเย็นๆ ไปนั่งเรือชมอ่าว San Francisco ดูเกาะ Alcatraz สะพาน Bay Bridge และสะพาน Golden Gate หลังจากขึ้นจากเรือ ก็เดินเล่นกันที่ Pier 39 จนได้เวลาก็ไปโรงแรมที่พัก คืนนี้พักโรงแรมใน Oakland คนละฝั่งกับ San Francisco (เพราะโรงแรมใน San Francisco แพงมาก) กลุ่ม 5 คนที่ไปด้วยกันก็วางแผนออกไป Countdown กันในเมือง โดยเรียก Taxi มารับจากโรงแรมแล้วก็นั่งรถไฟต่อไปกัน (ถ้านั่ง Taxi เข้าไปในเมืองเลยต้องเสียประมาณ $300) ไปดูพลุฉลองปีใหม่กันที่ตรงริมอ่าว สวยอลังการมากๆ พอดูพลุเสร็จ ก็นั่งรถไฟกลับ แล้วก็เรียก Taxi เข้าโรงแรมเหมือนเดิม

วันที่ 1 มกราคม 2550 วันปีใหม่

ออกจากโรงแรม นั่งรถเข้าตัวเมือง San Francisco อีกครั้ง ไปเดิน Lombard Street ซึ่งเป็นถนนที่สนุกและเสียวมากๆ เพราะเป็นทางลงเขา แล้วก็เลี้ยวหักไปมาเป็นงูเลื้อย (ไปดูรูปใน Flickr) จากนั้นก็ไป Chinatown กันเพื่อจะกินข้าว จากนั้นก็นั่งรถกลับ Los Angeles ตอนเย็นเข้าไปที่ Thai Town ของ Los Angeles เพื่อกินข้าวเย็น แล้วก็แยกย้ายกัน เพื่อนของน้องขับรถกลับ San Diego ส่วนผมกับน้องก็ไปพักที่โรงแรม Bestwestern Suite Hotel ตรงแถวสนามบิน

วันที่ 2 มกราคม 2550

ไปกินก๋วยเตี๋ยวที่ Thai Town ตอนเที่ยง จากนั้นก็ไป Hollywood เดินวน Walk of Fame เพื่อจะหา Tim Burton ผู้กำกับคนโปรด แต่หาไม่เจอ! นอกนั้นก็เดินๆถ่ายรูปไปเรื่อย ไม่ได้เข้าไปดูอะไรสักอย่าง เพราะไม่อยากเสียตัง ตกเย็นไปกินอาหารญี่ปุ่นกันที่ร้าน Kabuki แถวๆนั้น ... กลางคืนท้องเสียทั้งพี่ทั้งน้องเลย

วันที่ 3 มกราคม 2550

ไปเรือ Queen Mary ตรง Long Beach พอไปถึง ซื้อตั๋ว แล้วก็เข้าไปต่อแถว Ghosts Tour โดยเป็นเรื่องผีๆที่เกิดขึ้นบนเรือ Queen Mary ซึ่งเป็นทัวร์ผีที่ทำได้ดีทีเดียว มี effect ประกอบ ทำเป็นเรื่องราว คนบรรยายก็น่ากลัวสุดๆ ได้ใจเลย จากทัวร์ผี ก็เดินเล่นกับบนเรือ ซักพักก็ไปเดินกันที่ Aquarium of the Pacific บริเวณใกล้ๆกัน เป็น Aquarium ที่ไม่ได้มีแต่ปลา แล้วก็จัดแสดงได้อย่างน่าสนใจ พอเดินเสร็จก็กลับโรงแรมกัน

วันที่ 4 มกราคม 2550

ขับรถจากโรงแรมไป Getty Museum ใช้เวลาพอสมควรกว่าจะไปถึง พอถึงแล้วก็ต้องหาที่จอด เพราะที่จอดรถ(สำรอง) อยู่ไกลจาก Museum ซัก 3 ไมล์ พอจอดแล้วเค้าก็มีรถ Shuttle รับไปที่ Museum (บริการดีจริงๆ) ที่ Getty นี่เป็น Art Museum ที่ประทับใจมากๆ ทั้งการจัดการที่ดี วิวดี แล้วก็มีสถาปัตยกรรมและสวนที่น่าสนใจไม่แพ้ผลงานที่จัดแสดงเลย กลับจาก Getty ก็แวะเข้าไปที่ Thai Town กินข้าวเย็น ซื้อขนมแล้วก็กลับโรงแรม

วันที่ 5 มกราคม 2550 วันสุดท้าย

ตอนเช้าเข้าไป Thai Town อีกรอบ เพราะอยากซื้อขนมอีก แล้วก็กินข้าวด้วย หลังจากนั้นน้องก็ไปส่งที่สนามบิน ผมเดินไป Check In ส่วนน้องก็ขับรถกลับ San Diego เครื่องออกประมาณบ่ายสองกว่าๆ นั่งเครื่อง 4 ชั่วโมงก็ถึง O'Hare ได้กระเป๋าเรียบร้อย ก็นั่งรถไฟ ไปต่อรถเมล์ จนมาถึง apartment อย่างสวัสดิภาพ ...

เที่ยว 11 วัน ... ทั้งเที่ยวคนเดียว เที่ยวทัวร์กับน้อง เที่ยวทัวร์กับน้องและเพื่อนๆน้อง เที่ยวเองกับน้องกันสองคน ... พักโรงแรมไป 7 โรงแรม ... ถ่ายรูปมา 1200 กว่ารูป ... เที่ยว 3 รัฐ California, Nevada และ Arizona ... เสียค่าใช้จ่าย เอ่อ ไม่ได้นับแฮะ ... เป็น Weekend Trip ที่หฤโหดจริงๆ

รูปดูได้ที่ Flickr

มีวีดิโอประกอบ 2 อันคือ น้ำพุตรง Aquarium of the Pacific ที่เสียงเหมือนคลื่นริมทะเลมากๆ แล้วก็พลุวันปีใหม่ที่ San Francisco

ปล. พยายามย่อ เพราะถ้าเขียนแบบเมามัน จะกลายเป็นสารานุกรมได้

tagged

เพิ่งจะกลับมาถึง Chicago เลยครับ ความตั้งใจตอนแรกที่จะเขียน blog ตั้งแต่อยู่ที่โน่นก็ทำได้แค่วันเดียว เพราะวันอื่นๆอินเตอร์เนทมีปัญหาตลอด เลยได้แต่ถ่ายรูปๆๆๆ ... จะเขียนแบบสั้นๆ ให้อ่านได้ง่ายๆ พร้อมรูปปลากรอบเร็วๆนี้แหละ

กำลังนั่ง update เรื่องชาวบ้านอยู่ เห็นเค้าเล่น tag กัน ก็อ่านไปเรื่อยๆ สนุกดี จนมาอ่านของน้อง Nath ถึงรู้ว่าตัวเองก็โดนเหมือนกันแฮะ

เริ่มจากเรื่องแรกคือชื่อ panuta เนี่ย คิดค้นขึ้นเมื่อตอนที่ต้องตั้งชื่อ email ของ Hotmail เมื่อสมัยนานมาแล้ว (ตั้งแต่ม.ต้นได้ล่ะมั้ง) ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าใช้ชื่อตัวเอง ผมชื่อจริงชื่อว่า ภาณุ หรือเขียนเป็น Panu แต่ว่า Hotmail มีชื่อ panu แล้ว ก็เลยเอา 2 ตัวแรกของนามสกุลมาต่อกลายเป็น panuta ซึ่ง ... ไม่เท่เลย! 555 แต่ก็ใช้มาจนไม่อยากเปลี่ยนแล้ว

เรื่องที่ 2 เป็นเรื่องเกี่ยวกับอดีตของวิศวกรคอมพิวเตอร์ เรื่องนี้เกิดตอนม.ต้น ตอนนั้นใช้คอมพิวเตอร์อยู่ในห้องสมุด เครื่องที่ผมเล่นอยู่ลง Windows 95 ไว้ ผมก็ใช้ไปเรื่อยๆ จนเสร็จ (ตอนนั้นจำไม่ได้แล้วว่าใช้ทำอะไร) จะปิดเครื่อง ... ปรากฏว่า ปิดเครื่องไม่เป็นครับ เพราะไม่เคยใช้ Windows 95 มาก่อน ... ลองกดโน่นกดนี่ก็ไร้วี่แวว ... ในเมื่อไม่รู้ว่าปิดยังไง ก็เลยใช้วิธีกดปุ่ม Power ค้างซะเลย ซึ่งมันก็จะดับฟุ้บ!ไปเลย พอปิดเสร็จ อาจารย์ที่อยู่แถวนั้นเกิดสงสัย เลยถามว่าปิดแล้วหรอ ปิดยังไง ผมก็ตอบไปว่า ปิดตามปกติแหละครับ ... แหลชัดๆ (ทำไมตอนนั้นถึงไม่ยอมถามคนอื่นก็ไม่รู้เหมือนกัน)

เรื่องที่ 3 เป็นนิสัยตัวเอง ที่เป็นคนชอบเก็บทุกอย่าง! คือแค่มันมีความหมายกับอดีตนิดๆหน่อยๆ ผมก็ชอบที่จะเก็บเอาไว้ ตั้งแต่ใบเสร็จ ตั๋วรถเมล์ บัตรผ่านประตู บัตรสมาชิก เกมกระดาษ ไพ่ สติกเกอร์ ตั๋วหนัง ฯลฯ ซึ่งมีตั้งแต่ของตอนประถม! อันที่เด็ด แล้วแปลกที่สุดก็เห็นจะเป็น ... ดิน ... ใช่ครับ ดินจริงๆ แต่ไม่ใช่ดินธรรมดาๆ มันเป็นดินเหนียวที่หยิบมาจากกองดินในโรงเรียน (ตอนชั้นประถมปลาย) คือเป็นเพราะบังเอิญ ครั้งแรกน่ะ หยิบมาเล่นๆ แล้วเอาเล็บขูดๆที่ก้อนดินอันนั้น ขูดไปซักพัก มันเป็นเงาแฮะ ... ก็ชักสนุก ขูดให้ทั่วก้อน จนเป็นเงาทั้งก้อน เหมือนก้อนหินในตู้ปลาเลย ... ก็นั่งขูดเล่นๆในห้องเรียนนี่แหละ ... ว่างๆ เบื่อๆ ก็ไปหยิบมาขูดอีก ก้อนที่ขูดเสร็จแล้วก็เก็บเอาไว้ ... จนถึงทุกวันนี้ ... ใครอยากรู้ว่าเป็นยังไง มาดูได้ที่บ้าน 555 (แต่ตอนนี้ไม่อยู่บ้าน อีกครึ่งปีจะกลับ)

เรื่องที่ 4 เป็นเรื่องน่าอาย ตอนนั้นอยู่ม.ต้น บ้านใหม่กำลังสร้างอยู่ แม่ก็กำลังเลือกๆของตกแต่งในบ้าน วันนั้นแม่พาไปเดินเล่นที่ร้านเฟอร์นิเจอร์ขนาดใหญ่ละแวกนั้น เพื่อจะดูกระเบื้องห้องน้ำ ผมก็ไปเดินๆช่วยเลือก เพราะว่าเป็นห้องน้ำในห้องนอนของผมเอง เดินๆก็ไปเห็นกระเบื้องมีลายรูปปลาสีสดๆ ก็นึกไปว่า เวลาอาบน้ำคงจะรู้สึกเหมือนอยู่ในน้ำ เพราะมีปลาอยู่รอบๆ ก็เดินไปหาแม่ที่กำลังคุยกับพนักงานร้านอยู่ บอกไปว่าอยากได้อันนั้น ซึ่งแม่ก็บอกว่าไม่ ... ก็เลยเถียงๆ บอกว่าห้องน้ำผมนะ ต้องเลือกเองสิ ... ก็เถียงกันไปมา ต่อหน้าพนักงานร้าน! ... สุดท้ายก็จบด้วยการ งอนตุ๊บป่อง เพราะแม่ก็ยืนกรานว่าไม่เอา ... แล้วรู้อะไรมั้ย ... กระเบื้องอันที่ผมดูน่ะ ... มันจะเป็นกระเบื้องห้องครัว!

เรื่องสุดท้าย ... ถ้าใครคิดว่าผมยังบริสุทธิ์อยู่ล่ะก็ ... คุณเข้าใจผิดแล้วครับ (ไม่ขอเปิดความคิดเห็นเรื่องนี้ รู้ไว้เฉยๆก็พอนะ ^-^)

เค้าเล่นกันไปเกือบหมดแล้วแฮะ จะ tag ใครดีล่ะ

พี่ข้าว

เพื่อนเมย์

เพื่อนเอ้

เพื่อนเสือ

คุณพี่ไท้ [เพิ่งเห็นว่าเขียนไปแล้ว -_-"]

รับไปนะ ^-^ ... บอกความจริงเกี่ยวกับตัวเองมา 5 ข้อ จากนั้นก็ส่งต่อให้คน 5 คน

Los Angeles Trip - Day 1 [O'Hare to LAX]

คริสต์มาสอีฟ ... คืนนี้ผมออกเดินทางจากสนามบิน O'Hare ที่ Chicago เป้าหมายปลายทางคือเมือง Los Angeles

ที่สนามบิน O'Hare ได้มีโอกาสใช้เครื่อง Check In อัตโนมัติของ American Airline โดยเพียงแค่เรากรอกเลขรหัสที่จองจาก Internet เข้าไป แล้วมันก็จะพิมพ์ Boarding Pass กับ Baggage Tag มาให้โดยอัตโนมัติเลย สะดวก รวดเร็วดี ...

ไป LA เที่ยวนี้ต้องไปต่อเครื่องที่ Denver ซึ่งหลายวันก่อนเพิ่งเจอพายุหิมะเข้าไป ทำให้ต้องปิดสนามบิน แล้วก็ยกเลิกเที่ยวบินไปเยอะเลยทีเดียว ผมโชคดีที่ตอนที่บินนี่เค้าเปิดสนามบินแล้ว เกือบไป ...

จาก Denver ก็บินสู่สนามบิน LAX ... ก่อนที่จะเข้าเขตเมือง Los Angeles มองออกไปบนท้องฟ้านอกหน้าต่าง ดาวเยอะมากๆเลย คิดถึงตอนที่ไปภูกระดึงจริงๆ

หลังจากที่เครื่องลงเรียบร้อย กำลังแล่นเข้าจอดที่ Terminal ผมก็มองไปทาง Runway ที่เพิ่งจะลงมา ... เห็นแสงไฟของเครื่องบิน ต่อกันเป็นแถวประมาณ 5-6 เครื่องได้ คาดว่ากำลังต่อคิวลงจอด ... ก็เป็นภาพแปลกตา ที่ตลกๆดี ต่อเป็นแถวยาวๆเลย

คืนนี้ และอีก 2 คืนจะพักโรงแรม BestWestern ที่ Long Beach ค่าที่พักก็ประมาณ $60 ยังไม่รวมภาษี ... ถือว่าไม่แพงมาก ... แต่ที่แพงน่ะ ค่า Taxi จากสนามบินมาที่โรงแรมนี่สิ ปาเข้าไป $90.90 ไม่รู้ว่าปกติก็ประมาณนี้รึเปล่า แต่ที่แน่ๆคือ จะไม่นั่งอีก ถ้าไม่จำเป็นแบบสุดๆ

มาถึงโรงแรม พี่ Taxi ก็บอกว่าแถวนี้อันตรายนะ ตอนกลางคืน ... แล้วพอไปถามพนักงานโรงแรมดู เค้าก็บอกว่า ไม่อันตรายนะ ... ตกลงคือ คงต้องระวังเอาเองล่ะ ก็คงจะมีคืนพรุ่งนี้เองล่ะมั้ง ที่น่าจะกลับมืด แต่สถานีรถไฟก็อยู่หน้าโรงแรมเลย ลงจากรถไฟ ก็เดินเข้าโรงแรมทันที คงไม่มีอะไร

สภาพห้องที่โรงแรมนี้ก็ใช้ได้เลย มีไมโครเวฟ ตู้เย็น ทีวี เตารีด แล้วก็ WiFi ให้พร้อม ห้องน้ำก็ดี ... ถือว่า สอบผ่านสบายๆ

ตอนนี้ตี 2 กว่าละ คงต้องไปนอนเอาแรงได้แล้ว (ท่าทางจะเอาไม่ได้เยอะนะ ดึกขนาดนี้)

โค้กฆ่าคน

เรียบเรียงจาก What happens to your body if you drink a Coke right now?

(แปลผิดตรงไหน ก็ช่วยแย้งๆหน่อยก็ดี แต่มันไม่ได้แปลแบบถอดกันมาเป๊ะๆหรอกนะ เพราะต้องเรียบเรียงให้เป็นภาษาไทย)

มาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นบ้างเมื่อเรากิน Coke เข้าไป

10 นาทีแรก น้ำตาลปริมาณ 10 ช้อนชาจะทะลักเข้าสู่ร่างกาย (ขนาดเท่ากับปริมาณความต้องการของทั้งวัน) แม้ว่าความหวานของน้ำตาลที่เข้าสู่ร่างกายจะสูง แต่เราก็ไม่อาเจียนออกมา เพราะว่ากรดฟอสฟอริกจะกดรสชาติของน้ำตาลเอาไว้ ทำให้มันสามารถเข้าไปในร่างกายได้

20 นาทีต่อมา เนื่องจากปริมาณน้ำตาลในเลือดพุ่งสูงขึ้น สารอินซูลินจะถูกหลั่งออกมาเพื่อจัดการกับน้ำตาล และเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของไขมัน

40 นาที คาเฟอีนถูกดูดซึมหมดเรียบร้อย รูม่านตาขยายออก ความดันเลือดสูงขึ้น ซึ่งก็เป็นผลมาจากการที่ตับปล่อยน้ำตาลเพิ่มเข้าสู่กระแสเลือด ระบบดักจับสาร Adenosine (สารหลั่งความสุข) จะมีความสามารถในการดักจับลดลง เพื่อไม่ให้เกิดอาการง่วงนอน

45 นาที ร่างการจะเพิ่มปริมาณการผลิต Dopamine ซึ่งจะไปกระตุ้นสมอง และทำให้ร่างกายเกิดความรู้สึกพึงพอใจ ตรงส่วนนี้จะคล้ายกับการทำงานของสารเสพติด เช่นเฮโรอีน

หลังจาก 60 นาที กรดฟอสฟอริกจะจับตัวกับแคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสีในลำไส้ส่วนล่าง มีผลทำให้อัตราการเผาผลาญพลังงานเพิ่มสูงขึ้น ส่วนประกอบนี้ถูกรวมตัวโดยสารให้ความหวานเช่น น้ำตาลหรือน้ำตาลเทียม ซึ่งก็จะไปเพิ่มอัตราการขับแคลเซียมของระบบปัสสาวะ

หลังจาก 60 นาที ร่างการจะเริ่มการขับคาเฟอีนโดยระบบปัสสาวะ ซึ่งนอกจากคาเฟอีนที่จะถูกขับออกไปแล้ว ยังมีแคลเซียม แมกนีเซียม และสังกะสี ซึ่งเหล่านี้เป็นหัวใจหลักของกระดูก เช่นเดียวกับโซเดียม อิเล็กโทรไลต์ และน้ำ

หลังจาก 60 นาที เมื่อความวุ่นวายในร่างกายเริ่มสงบลง คุณจะเริ่มมีอาการ Sugar Crash ซึ่งทำให้รู้สึกหงุดหงิด หรือไม่ก็เฉื่อยชา ปริมาณน้ำทั้งหมดจากโค้กที่ดื่มเข้ามาจะถูกขับออกไป พร้อมๆกับสารอาหารที่มีคุณค่าต่อร่างกาย ที่บางตัวจะช่วยให้ร่างกายเก็บน้ำเอาไว้ หรือบางตัวที่จะช่วยสร้างกระดูกแล้วก็ฟัน

moving - til now

กลับมาคุยเรื่องห้องใหม่กันต่อดีกว่า อู้ไปหลายวัน

คืนวันที่ไป IKEA ตอนนั้นก็แวะซุปเปอร์มาร์เกตซื้ออาหารมาใส่ตู้เย็นไว้ ก็มีพวกไข่ แฮม นม ... ซึ่งก็น่าจะเดาได้แล้วนะว่ามื้อเช้าของอีกวันเป็นอะไร ... แต่เดาได้ไม่แม่นหรอก

ตื่นมา ก็ทอดไข่ดาวอย่างแรก ด้วยความหิวก็ทอดไป 2 ฟอง จากนั้นก็เดินไปหยับแฮมออกมาจากช่องแข็ง ... มันแข็งแฮะ ... ไมโครเวฟก็ยังไม่มี จะละลายยังไงล่ะเนี่ย ... คิดไปคิดมา ก็ตัดสินใจ เอามันใส่กลับไปที่เดิม วันอื่นค่อยกินละกัน

มีไข่อย่างเดียว ก็รู้สึกโดดเดี่ยว แต่ก็ไม่รู้จะทำอะไรเพิ่มเติม ไปคุ้ยๆดูก็พบปลากระป๋อง ... เลยเปิดแล้วเอามาอุ่นที่เตานิดหน่อย ก็กลายเป็นได้กินไข่ดาวกับปลากระป๋อง แล้วก็นม :-p

ไข่ก็กินกันเปล่าๆ เพราะแม๊กกี้ไม่มี ซีอิ้วไม่มี ซอสมะเขือเทศไม่มี ... กินมันจืดๆอย่างนั้นแหละ

ตอนที่เริ่มทำนั้น ของทุกอย่างยังอยู่ในสภาพที่ซื้อมาอยู่เลย ทั้งหม้อทั้งกระทะ ... พอจะทอดไข่ ก็แกะกระทะออกมา ล้างๆๆ แล้วก็ทอด ... พอทอดเสร็จ ก็แกะจานออกมา ล้างๆๆ แล้วก็ใส่ลงไป จากนั้นก็ต้องแกะช้อนซ้อมออกมาใช้ด้วย ... ตอนที่คิดจะทำปลากระป๋อง ก็แกะเอาหม้อ ซึ่งก็ยังไม่ได้กระกอบที่จับเลย (ของ IKEA ต้องประกอบทุกอย่างจริงๆ) เอาที่จับมาขันน๊อตใส่ เอาไปล้าง แล้วก็โยนปลากระป๋องลงไป ... แก้วก็ยังต้องแกะออกมา ล้างๆๆ แล้วก็เทนมใส่

นอกจากนั้น ตอนที่กินตอนนั้นน่ะ ยังไม่ได้ต่อโต๊ะกินข้าวเลย เพราะฉะนั้นก็เลยต้องยืนกินในครัวนั่นแหละ ... พอกินเสร็จ ถึงขยันแค่ไหน แต่ตามธรรมเนียมของชายโสดแล้ว ห้ามล้างถ้วยล้างชามทันที ต้องทิ้งเอาไว้อย่างนั้นแหละ ... ก็เลยปล่อยเอาไว้ตามที่ๆมันอยู่ ขนาดเก็บไปรวมที่อ่างยังไม่ทำเลย

.

.

พาข้ามเวลามาหลายๆวันถัดไปเลยดีกว่า

ณ เวลาปัจจุบันนี้ ... เตียงเสร็จไปก่อนแล้ว ตอนนี้โต๊ะทำงาน โต๊ะกินข้าว ตู้เสื้อผ้า เก้าอี้ โซฟา ของชิ้นใหญ่ถูกประกอบขึ้นมาหมดเรียบร้อย ... ที่ห้องตอนนี้ก็มีไมโครเวฟแล้ว มีหม้อหุงข้าวด้วย ... กล่องทุกกล่องยังอยู่ในห้อง ยังไม่ได้เอาไปทิ้งเลย ... ของจุกจิก หนังสือ ก็ยังกองๆอยู่เต็มห้อง ... ตู้เย็นเริ่มมีอะไรมากกว่าแฮมแข็งแล้ว คือมีไส้กรอกแข็ง เนื้อบดแข็ง น้ำโค๊กขวด 2 ลิตร 2 ขวด น้ำแอปเปิ้ล คุ๊กกี้ ขนมปัง ฯลฯ ... ห้องครัวก็เริ่มจะเป็นระเบียบแล้ว จานชามช้อนส้อมก็ล้างๆ แล้วก็เริ่มอยู่เป็นที่เป็นทางของมัน ... แต่ยังไม่รู้จะเก็บพวกหม้อไว้ที่ไหนเลย ก็เลยยังกองๆอยู่ตรงตะแกรงล้างจาน

วันนี้ห้องคงดูดีขึ้นอีกพอสมควร อยากจัดๆให้เสร็จก่อนวันที่ 24 เพราะวันนั้นต้องบินไป California แล้ว ไม่อยากกลับมาจาก California แล้วมาเจอห้องรกๆ มันรู้สึก "กูกลับมาเหนื่อยๆ ต้องมาเจอห้องรกๆ ให้จัดอีกหรอวะเนี่ย"

ว่าแล้วก็ไปทำอาหารเช้ากินก่อนดีกว่า ... กินกันตาย 555+

ปล. เมื่อวานตอนกลางคืนลองทำพาสตาดู ทำแบบมั่วๆไปเรื่อย แต่ก็พอใช้ได้ ... กินกันตาย 555+ 

Great idea power strip


 

ด้วยปลั๊กไฟอันนี้ เวลาที่เราปิดคอมพิวเตอร์ มันจะปิดอุปกรณ์อื่นๆ ไปให้ด้วยโดยอัตโนมัติเลย เช่นพวก เครื่องพิมพ์ ลำโพง โมเดม ฯลฯ ช่วยให้ประหยัดไฟได้อีกพอสมควร

ไอเดียเยี่ยม

[Product Page]

moving - day 2

ตื่นเช้าขึ้นมา ก็ได้เวลาเปิดของ IKEA นั่นคือ 10 โมง (จริงๆควรเรียกว่าตื่นสาย จริงมะ) ก็โทรไปถามเค้าว่า ใครเอาแกนกลางเตียงกูไป ... ได้คำตอบกลับมาว่า กูเอาไปเอง อยากได้ต้องซื้อเอา $10 ... เวร ... หลอกขายนี่หว่า

วันนี้ก็คงต้องไป IKEA ไม่อย่างนั้นก็คงต้องนอนพื้นอีกคืน (จริงๆก็นอนได้ แต่เตียงก็ซื้อมาแล้ว จะนอนทำไม) ... ก่อนไปอารมณ์ไหนก็ไม่รู้ ขอประกอบโต๊ะอีกซักตัว แก้เครียด

โต๊ะตัวนี้วางไว้ว่าจะให้เป็นโต๊ะทำงาน ที่ IKEA เค้าขายแยกกันระหว่างแผ่นโต๊ะกับขาโต๊ะ ที่ซื้อมาก็เป็นแผ่นไม้ทาสีดำน้ำตาลธรรมดาๆ (มีโต๊ะกระจกด้วยนะ สวยดี แต่แพง) ขาโต๊ะเค้าก็ขายเป็นขาๆ ไป คือซื้อเท่าที่ตัวเองจะใช้ ผมก็ซื้อมา 4 ขาสำหรับโต๊ะ 1 ตัว

พอเริ่มเอาทุกอย่างออกจากกล่อง ก็สังเกตุเห็นขาอันนึงแทนที่จะเป็นสีเงินเหมือนขาอื่นๆ แต่กลับเป็นสีขาว -_-" กุมขมับเลย ซื้อผิด ... จะเปรี้ยวใช้สีเงิน 3 ขาสีขาวอีก 1 ขาก็กระไรอยู่ (ไม่ใช่เด็กแนว)

นั่นก็เป็นความโชคร้ายที่โชคดี เพราะว่าวันนี้ก็จะไป IKEA พอดี ... เลยแบกขาสีขาวอันนั้นไป IKEA เป็นรอบที่ ... ให้ทาย

ใช้เวลา 2 ชั่วโมงไปถึง IKEA ก็เดินไปคืนขาสีขาวอันนั้นก่อน จากนั้นก็ชอบปิ้ง ได้ผ้าปูโต๊ะ ผ้าเช็ดมือ แผ่นรองจาน สติกเกอร์ติดขาโต๊ะเก้าอี้ ถุงมือกันร้อน โคมไฟตั้งพื้น ... แล้วก็ขาสีเงิน กับแกนกลางเตียง ...

วันนี้ไม่มีคนพามา ก็เดินแบกของทั้งหมดนั่นแหละครับ เดินไปขึ้นรถเมล์ ขึ้นรถไฟ แล้วก็ขึ้นรถเมล์อีกรอบ ... แบบว่าทรหดมาก

กลับถึงห้อง ก็กองๆของเอาไว้ จากนั้นก็ขึ้นรถเมล์ไปซื้อของต่อที่ในตัวเมือง Oak Park (ก็อยู่ห่างกันแค่ 6 บล๊อกเอง แต่ถ้าให้เดินก็ใช้เวลาพอสมควรอยู่) ก็จะไปซื้ออาหารมาไว้กินวันพรุ่งนี้แหละครับ

ซื้อของเสร็จ นั่งรถเมล์กลับมา ก็เริ่มประกอบเตียงต่อ ... ตอนที่เอาแกนกลางใส่เข้าไปนี่ น้ำตาแทบจะไหล 555+ ... ก็ประกอบแบบตะขลุกตะขลักไปเรื่อย จนเสร็จเป็นเตียงจนได้!! ... คืนนี้ไม่ต้องนอนพื้นแว้ววว

มีถ่ายรูปเอาไว้นะ แต่ยังขี้เกียจเอามาลง ... ไว้ก่อนละกัน :-p

พรุ่งนี้เริ่มทำอาหารกินเองแล้ว ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นยังไง ก็ติดตามต่อไปนะคร๊าบบ ....

ปล. วันนี้ไม่ได้ทำกินเอง ไปกินที่ IKEA เอา

moving - day 1

วันเสาร์

ห้องเก่า - ของเก็บเสร็จเรียบร้อย จับใส่กระเป๋า ใส่กล่อง วางกองอยู่กลางห้อง เตรียมขนย้าย

ห้องใหม่ - เฟอร์นิเจอร์ที่ซื้อมายังคงอยู่ในกล่องเหมือนเดิม ยังไม่มีชิ้นไหนถูกประกอบขึ้นมาเลย พื้นห้องก็ยังเต็มไปด้วยฝุ่น ของวางกระจัดกระจายทั่วห้องไปหมด

เริ่มต้นวันด้วยการค่อยๆทยอยย้ายของจากห้องเก่าไปไว้ที่ห้องใหม่ ก็วางกองๆเอาไว้ในห้อง ยังไม่ได้จัดอะไรทั้งสิ้น เดินไปเดินมาระหว่างห้องเก่ากับห้องใหม่หลายรอบ แต่ก็ไม่ได้ติดๆกัน เพราะบางช่วงก็ทำความสะอาดพื้นห้องใหม่

จนตอนเย็นๆ ก็หยิบกระเป๋าใบสุดท้ายจากห้องเก่า ลากมาที่ห้องใหม่ เป็นการส่งท้ายห้องเก่าอย่างสมบูรณ์ เอากุญแจไปคืนคนดูแลหอแล้วด้วย

อยู่ที่ห้องใหม่ก็เริ่มทำความสะอาดทุกอย่างในห้อง ตั้งแต่พื้น เตา ตู้เย็น ห้องน้ำ ฯลฯ ช่วงหัวค่ำคนดูแลหอก็มาติด Smoke Detector ให้ พร้อมกับทำความสะอาดห้องน้ำให้ด้วย (กำลังด่าอยู่เชียว ว่าห้องน้ำมีคราบติดตามอ่างกับผนังเต็มไปหมด)

คนนึงเช็ดตู้เย็นไป อีกคนนึงก็เช็ดห้องน้ำไป ก็เป็นชั่วโมง กว่าเค้าจะเสร็จ ซึ่งพอเค้ากลับไปแล้ว ผมก็ได้เริ่มประกอบเฟอร์นิเจอร์ตัวแรก นั่นคือ "เตียง" สำหรับใช้นอนคืนนี้

แกะโครงเตียงข้างนอก แล้วก็ค่อยๆขนไว้ในห้องนอน จากนั้นก็เริ่มประกอบขึ้นมาทีละส่วน จนสุดท้าย ... งงว่าแกนกลางเตียงหายไปไหน ... หาจนทั่วห้องก็ไม่เจอ จนแน่ใจแล้วว่ามันไม่มีจริงๆ ... จะโทรไปถาม IKEA มันก็ปิดซะแล้ว

คือถ้าไม่มีแกนกลางอันนี้ เตียงมันก็ยังเป็นเตียงแหละครับ แต่วางฐานรองเตียงไม่ได้ ซึ่งก็ทำให้วางฟูกไม่ได้เช่นกัน ... รู้สึกเหมือนโลกถล่มลงไปตรงนั้น ที่นอนคืนนี้ของกู ...

เมื่อนอนบนเตียงอย่างที่ตั้งใจไว้ไม่ได้ ก็เลยปูฟูกบนพื้น เอาผ้าคลุมเตียงคลุม แล้วก็นอนตรงนั้นแหละครับ ... จบคืนแรก (หิวชิบหาย จุดเตาไม่ได้ เพราะไม่มีที่จุดเตาแก๊ซ ตู้เย็นก็มีแต่โค๊กกับน้ำเปล่า)

ปล. แผลเต็มมือเลย

Power by Drupal 4.7.0 and fuck drupal theming system.
This theme was created by Panu Tangchalermkul.